23-27 เมษายน 2550 ไปซีอานกับม.มาเน้ ภารกิจเจาะเวลาหาจิ๋นซีที่นั่งท่องตลอดก่อนจะกลับมาเมืองจีนหนนี้ เพราะรู้มานานแล้วว่าที่ม.มีจัดไปทุกปี ให้เลือกระหว่างซีอาน ปักกิ่ง ฮวงซาน ฮวงซานข้าเจ้าไปมาแล้วเทอมก่อน ปักกิ่งยังเค่อะ แต่เก็บไว้ก่อนได้ เพราะได้ข่าวว่าช่วงนี้มีปิดซ่อมหลายที่เพื่อต้อนรับโอลิมปิกในปีหน้า กู้กงอ่ะตัวสำคัญโดยปิดซ่อม และข้าเจ้าอาจไปเองทีหลัง เมย์บีจะไปพักกับเพื่อนเอา (ถ้ามันยังอยู่ปักกิ่งต่อนะ เหอๆๆ)

ห้าวันนี้ นับเวลาเดินทางก็ล่อไปสองวันแล้ว บ่ายวันแรกนั่งรถไฟไปสิบสามชม.ถึงเอาตอนเช้ามืดวันใหม่แล้วไปเที่ยว 华清池 (บ่อน้ำร้อนหรือที่อาบน้ำของพวกฮ่องเต้ สนม และคนอื่นๆ ในวังอ่ะ) และอีกที่ที่สำคัญที่สุดสำหรับทริปนี้คือ 兵马俑 (สุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ แต่จริงๆ ต้องพูดว่าสุสานรูปปั้นทหารของจิ๋นซีมากกว่า)



ตั๋วรถไฟของเมืองจีนเค่อะ ค่ากลับแพงกว่าขามา แต่ใช้เวลามากกว่าแยะ ไปสิบสามชม. กลับสิบเก้าชม. วิ่งก็ช้า แถมยังแวะจอดแทบทุกป้ายอีก แต่ก็เข้าใจเน้ เพราะคนไปแยะ เลยต้องหารถคันที่เริ่มออกจากซีอานเป็นหลังอ่ะ ถ้าเอารถผ่านทาง จอดแปปเดียว คงขึ้นรถกันไม่ทัน งานนี้นั่งกันตูดบานเลย เล่นไพ่จนเบื่อแล้วเบื่ออีก งื่ออออ



รถไฟตู้นอน เตียงสามชั้น แคบและเตี้ยนักแล



ไปถึงซีอานตอนเช้ามืด ตีห้าเศษ ฟ้ายังมืดอยู่เลย ในรูปหน้าสถานีรถไฟเมืองซีอานเจ้าคะ

ไปถึงก็ต้อนขึ้นรถทัวร์แล้วพาไปกินข้าว



อาหารเช้ามื้อแรกในซีอานที่ มมด. อย่างรุนแรง จืดสนิทเสียยิ่งกว่าจืด มื้ออื่นๆ ก็พอทนกินได้ แต่ขอบอกว่า"เหมือนกัน"ซะทุกมื้อเลยจริงๆ เปลี่ยนที่ก็ยังเมนุเดิม ฮ่วย อ้อ มียกเว้นมื้อเช้าสองเช้าในรร. ที่โอเคกว่าที่อื่นๆ ทั้งหมด

กินเสร็จก็พาไปเที่ยวที่ 华清池 (อ่านว่า ฮวาชิงฉือ) บ่อน้ำร้อนที่อาบน้ำของฮ่องเต้กับคนในวังเค่อะ นับตั้งแต่ฮ่องเต้ ฮ่องเฮา องค์ชาย องค์หญิง กุ้ยเฟย(กุ้ยเฟย คือ ตำแหน่งสนมเจ้าคะ โดยจะเติมแซ่ไปด้านหน้า อาทิ หยางกุ้ยเฟยที่โด่งดัง นั่นคือพระสนมแซ่หยาง หาใช่ชื่อกุ้ยเฟยไม่)ไปจนถึงพวกขุนนางและกระทั่งคนครัว เขาถือว่าคนครัวทำอาหารให้ฮ่องเต้รับประทาน ดังนั้นมือของเขาจึงเป็นของสูง ห้ามเอามาถูตัวหรือต่ำลงไปถึงเท้าเด็ดขาด



พอเดินเข้าไป จะเจอลับแลที่เป็นแผ่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ จุดประสงค์คือกั้นบังสายตาคนนอกที่จะสอดส่ายเข้าไปเห็นด้านใน และถือเคล็ดว่ากั้นโชคลาภไม่ให้ไหลออกและกั้นสิ่งเลวร้ายจากภายนอกไม่ให้เข้ามาด้วย ดังนั้นบ้านคนจีนรวยๆ สมัยก่อนมักจะมีแบบนี้เช่นกัน

อ้อ โปรดสังเกตดีๆ สาวๆ ในรูปจะรัดอกจนแทบปริ้นทุกคนเลย เป็นเทรนด์ของสมัยโน้นเจ้าคะคาดว่าคงจะเห็นจากในหนังที่โจวเหวินฟะ กงลี่ และเจย์โชวเล่นอ่ะ "ศึกโค่นบัลลังก์วังทอง" กงลี่ก็รัดจนปริ้นเช่นกัน ฮา



พออ้อมไปก็เจอกับสระหรือบึงดี งึม ใหญ่พอดู อยู่ตรงกลาง มีคฤหาสห์ตั้งอยู่ มีพลับพลายื่นออกมากลางน้ำ บลาบลา ตรงนี้มีสาวๆ แต่งชุดจีนสมัยโน้นมายืนให้ถ่ายรูปด้วยครั้งละสิบหยวนคะ ฮ่าฮ่า



鸳鸯石榴 ผลไม้ขึ้นชื่อของซีอาน ไกด์เล่าว่าจะออกผลช่วงเดือนตุลา แต่ต้นนี้พิเศษตรงที่ว่าเป็นสองต้นที่งอกออกมาคู่กัน เลยได้ชื่อว่า ยวนยางสือหลิว (ยวนยางคือนกคู่รักที่อยู่เป็นคู่ มีคู่ตัวเดียว และถ้าตัวใดตัวหนึ่งตายไปก็จะตายตามไป)



เสาเก๋ไก๋น่าดูนัก



รูปปั้น กุ้ยเฟยคนโปรดที่ฮ่องเต้ถึงขั้นสร้างที่อาบน้ำให้ ชื่อว่า หยางหยูหวน รูปปั้นใหญ่มากๆ ใหญกว่าตัวคนอีก ออกจะอล่างฉ่างไปสักนิดนะเค่อะ



หน้าตาอ่างอาบน้ำ มีหลายทรงเค่อะ แล้วแต่ความสำคัญของผู้อาบ



นี่คือบ่อน้ำร้อนเจ้าคะ น้ำเมืองจีนนี่เขียวจริงๆ แต่เขียวมรกตใสกิ๊งนา ร้อนน่าดูเลยเน้ ขนาดเอามืออังห่างๆ



ระเบียงสูงๆ ที่พระสนมใช้เป็นที่ตากลม ปล่อยผมสยายลงมาตามระเบียงเพื่อผึ่งให้แห้ง แหงนหน้ามองแล้วก็แอบทึ่งเล็กๆ อืม ผมช่างยาวเหลือใจ เป็นข้าเจ้าคงรำคาญไม่ก็หนักหัวจนวิ่งโร่คว้ากรรไกรมาตัดแหงๆ ถ้าเกิดร้อนจัดๆ ขึ้นมา แต่แหม้ พระสนมออกจะสบาย



พยายามถ่ายหลบตากล้องแล้วแต่มิวาย ไม่อย่างนั้นคงอนุมานเป็นสมัยโบราณได้อยู่ ชิมิ?



สระเล็กๆ ที่ดอกบัวกำลังบานสวย



เอาหน้าอืดๆ บวมๆ ขั้นสุดของข้าเจ้าไปยลละกัน โฮกกก หยุดวันแรงงานอาทิตย์นึงนี้ ชั้นจะไฟท์ลดให้ได้ คอยดู๊~




หน้าร้านขายของที่ระลึก มีรูปปั้นจำลองทหารจิ๋นซีฮ่องเต้ตั้งอยู่ ข้าเจ้าเลยแอบเนียนไปถ่ายสักหน่อย เพราะยังไงซะ ของจริงก็คงลงไปถ่ายด้วยมิได้แง่บๆ

เสร็จจากนี้ก็มื้กลางวันพอดี มมด.น้อยกว่ามื้อเช้านิดเสียดายนักทำไมถึงลืมหยิบน้ำพริกมาด้วยน้า ไม่อย่างนั้นคงเจริญอาหารกว่านี้ (เอ หรือเป็นเคราะห์ดีหว่าที่ลืม) และสถานที่ต่อไปคือ 兵马俑 สุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้



รูปปั้นยักษ์ของจิ๋นซีฮ่องเต้ยืนต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมอยู่ด้านหน้าเลย คารวะสามจอกด้วยความนับถือ อิ๊อ๊าง ฮ่องเต้องค์โปรด เหอๆ ทั้งโหดเหี้ยมและเก่งกาจฉลาดได้ใจนักแล







มีทั้งหมดสามหลุมที่เปิดให้ชมนี่เป็นหลุมแรกมีรูปปั้นพวกทหาร หลุมสองและสามยังมิได้ขุดอะไรมากนักเห็นเป็นแนวหินเป็นแถบๆ เท่านั้น มีหลุมแรกนี่แหละที่เห็นทหารเป็นตัวๆ ตอนขุดใหม่ๆ รูปปั้นจะทรุดโทรม บ้างก็แตกหักเสียหายซะเกือบหมดบรรดานักโบราณคดีเลยต้องซ่อมแซมกันยกใหญ่





ด้านหน้าจะเป็นรูปปั้นที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ด้านหลังจะเป็นโซนซ่อมแซมเค่อะ






บอร์ดที่เขาแปะให้ยลจะมองเห็นสีดั้งเดิมของรูปปั้น เดิมทีรูปปั้นทุกตัวจะมีสีสันสวยงาม แต่เพราะกาลเวลาอันยาวนานทำให้สีลอกและกระเทาะออกไปหมด มีหลงเหลือให้เห็นเพียงนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น



ถ่ายซูมเข้าไปในหลุมที่สอง ค่อยข้างมืดสักหน่อย เพราะต้องรักษาอุณหภูมิกับแสงเป็นพิเศษกระมัง






นี่เป็นหลุมที่สาม รอบข้างจะมีทหารที่เขาจัดใส่ตู้กระจกใสไว้ให้ชมใกล้ๆ




รถม้าศึกสมัยโบราณเจ้าคะ




แอบชอบใจกับเหล็กดัดของทุกอาคาร เป็นรูปสัญลักษณ์ของที่นี่และของหลายๆ ที่ในซีอานเลยทีเดียว รูปรถม้าศึก



เดินดูจนเหนื่อยก็ออกมานั่งพักเหนื่อย

สรุปแล้ว เหล่ารูปปั้นทหารน่าทึ่งอยู่ แต่โดยรวมไม่ทำให้ประทับใจอย่างที่คาดหวังไว้ เพราะดูไม่ยิ่งใหญ่อย่างที่เคยคิด และไม่ได้ดูใกล้ชิด หรือดูอย่างละเอียดเท่าไหร่ หนึ่งคือตามไกด์ไม่ค่อยทัน บวกกับไกด์ก็ไม่ได้เล่าอะไรละเอียดนักดีที่แต่ก่อนเคยอ่านๆ ปวศ.หรืออะไรพวกนี้มาบ้าง ไม่อย่างนั้นคงยิ่งแย่กว่านี้ เฮ้อออ

อีกเหตุผลที่ทำให้ไม่ประทับใจคงเพราะเหนื่อย นั่งรถไฟมาตั้งสิบกว่าชม. นอนก็นอนไม่พอ หลับไม่สนิท ตื่นตลอดเวลา ทั้งร้อนเพราะนอนชั้นล่างสุด และตื่นกี่ทีก็มักเห็นคนมานั่งอยู่ปลายเท้า (อีกฝั่งของรถไฟมีเก้าอี้กับโต๊ะให้นั่งได้อ่ะ พวกคนจีนมาจากไม่รู้ ดึกๆ ชอบเข้ามานั่งกัน) ตู้นอนไม่มีม่านปิดอ่ะ ที่แอบเคืองคือ ตอนแรกสุดโปรแกรมแพลนไว้ว่าจะไปดูสุสานจิ๋นซีในวันที่สอง แต่ไกด์ดันย้ายมาวันแรก เลยเนือยอย่างแรง โฮกกกกกกกก

- - -

วันที่สอง เริ่มต้นมาสดใสกว่าวันแรก เพราะคืนก่อนสลบน็อคไปอย่างรวดเร็ว รับเช้าวันใหม่ด้วยอาหารรร.ที่พอถูกปากใช้ได้ เลยอิ่มหนำสำราญดี วันที่สองตามโปรแกรมคือ 乾陵 (สุสานของพระนาง 武则天 หรือบูเช็คเทียน ฮ่องเต้หญิง หนึ่งในไม่กี่คนของปวศ.จีนนั่นเอง) และอีกที่คือ 永泰公主幕 (สุสานขององค์หญิงย่งไท่หลานของพระนางบูเช็คเทียน)



สีหน้าไม่เนือยและโทรมจัดเยี่ยงวันแรกชิมิ? ฮ่าฮ่า




สองข้างทางระหว่างไปที่เที่ยวเค่อะ ติ่ง(กระถางธูป)ยักษ์ กับโคมไฟข้างถนน(ไอ่สีแดงๆ นั่นแล)เก๋ไก๋น่าดูชมจะว่าไปสิ่งที่ทำให้แอบประทับใจซีอานอีกอย่างก็คือ เสาไฟข้างถนน สวยมากๆ และเก๋สุดๆ แต่ละโซนจะไม่เหมือนกันเลย มีนานาแบบเลย แอบประทับใจคนคิดนัก ไอเดียสร้างสรรค์และน่ารักมากๆ

เหมือนเป็นโรคจิต ไปเมืองไหนๆ ก็เอาแต่ติดใจโคมหรือเสาไฟที่นั่นๆ เหอๆ ถ่ายมาซะเพียบ เก็บเป็นคอเลคชั่นกันเลยทีเดียว แอบเสียดายไม่ได้ถ่ายเสาในซีอานหลายที่เลยตอนนั่งรถผ่าน



ถึง 乾陵 สุสานของพระนาง 武则天 หรือบูเช็คเทียน ฮ่องเต้หญิงหนึ่งในไม่กี่คนของปวศ.จีนแล้ว อยู่บนภูเขาโน้น นั่งรถโขยกเขยกอยู่พักเทียวกว่าจะถึง กว้างและดูโล่งน่าดู





ลูกชายคนเกาหลีที่มาทริปเดียวกัน น่ารักมากกกกกกกก แอบติดใจเจ้าคะ แต่น้องช่างเหนียมตัวกับเรานัก ใช่สิไม่ใช่คนเกาหลีนิ แล้วยังไม่ได้นั่งรถคันเดียวกันด้วย แต่ได้ข่าวว่าแอบจับหน้าน้องไปหลายทีละ ฮ่าฮ่า



ไกลมากกกกก ตัวจิ๋วๆ ด้านหลังโน้นคือคนนะเจ้าคะ



รูปฮาๆ เจ้าคะ "สนใจจะรับน้ำชาสักจอกไหมคะ?" (จริงๆ คือรูปปั้นประสานมือเคารพเฉยๆ เค่อะ)



โฮกกกกก ถ้าข้าเจ้าอ้วนปานนี้ จะทำฉันใดดี?????



ถ่ายกับป้ายชื่อสถานที่ตามธรรมเนียมนิยมกันหน่อย



สองข้างทางเจ้าคะ มีอะไรน่าสนแยะ แต่ข้าเจ้ามิได้ขนไรกลับมาเลย หนักกกกก



มีม้าให้เช่าขี่เล่นด้วย แหะๆ ถ้าขี่เป็นคงอยากลอง แต่นี่น่ากลัวเกิ๊นนนน



ตุ๊กตาเสือที่หนก่อนขนซื้อกลับไปแจกญาติๆ อืมม ได้ข่าวว่าที่นี่แอบถูกกว่า แถมมีสัตว์อื่นๆ อีกด้วย เคืองวุ้ยย



ตุ๊กตาดินเผาพุ่งฉี่ได้โดยจับแช่ในอ่างน้ำให้ดูดน้ำก่อนจะราดน้ำร้อนลงด้านบน ฉี่จะพุ่งปรี๊ดออกมาเลย

จบจากที่นี่ก็ไปกินกลางวันอเกน แล้วต่อด้วย 永泰公主幕 (สุสานขององค์หญิงย่งไท่หลานของพระนางบูเช็คเทียน)



ต้องมุดอุโมงค์ลงไปดูกันเลยเข้าออกทางเดียวอีกต่างหาก ตัวโลงศพใหญ่มาก แต่เขากั้นเล็กไว้บวกกับคนเข้าไปอัดกันเพียบจนหายใจแทบไม่ออก ผลก็เลย



ได้มาแค่เศษเสี้ยว พอให้ยลเจ้าคะ





ออกมาด้านนอกก็มาเจอ



ขายพวกถั่วตัด ตุ๊บตั๊บ อ่ะ เหอๆ ลุงแกเข็นมาขายกนแบบนี้เลย เอิ้กกก

เย็นนั้นก็เลยออกไปเดินเล่นแถวๆ รร. เพราะคืนแรกน็อค เลยมีโอกาสคืนสุดท้ายละ มีบางคนไปกินเกี๊ยวและดูโชว์กัน แต่ข้าเจ้าสมัครใจไปเดินเล่นกะเพื่อนๆ อ่ะ เลยไปเจอ



สถานทูตไทยในซีอาน แหม้ อยากเขาไปดูนัก แต่เวลานั้นคงเลิกงานกันหมดแล้ว

- - -

วันสุดท้ายเช็คเอ้าท์ออกจากรร.ก่อนจะไปเที่ยวบววแวะซื้อของ ก่อนจะไปขึ้นรถไฟเที่ยวเย็น เพื่อกลับนานกิง ตอนเช้าไปเที่ยว 碑林博物馆 (พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับวิวัฒนาการอักษรจีนที่สลักอยู่บนแผ่นหิน) และ 大雁塔 เจดีย์ของซีอาน แต่อันหลังไม่ได้เข้าไปนะคะ ดูภายนอกแล้วพาไปซื้อของอ่ะ








ก่อนเข้าไปชมตัวพิพิธภัณฑ์ ด้านนอกเป็นสวน มีตึกโบราณๆ สวยดีเลยถ่ายรูปเล่นกันสนุกสนาน





แผ่นหินที่เรียงๆ กันนั่นแล มีลายสลักอักษรจีน นับตั้งแต่แบบโบราณมาเลย



เป็นวิธีคัดลอกอักษรหรือรูปภาพจากแผ่นหินลงบนกระดาษ (เอาไว้ขายเจ้าคะ)เขาจะเอากระดาษขาวของจีนแปะทาบลงไปแล้วใช้แปรงถูให้เกิดรอยบุ๋มตามอักษร



จากนั้นก็เอาคล้ายๆ ลูกประคบอันโตๆ แบนๆ จุ่มหมึกดำตบๆทั่วทั้งกระดาษ ยกเว้นแต่รอยตัวอักษร



แล้วก็ลอกออกมาทั้งแผ่น เอาไปแปะในม้วนกระดาษอีกที แล้ววางขายเจ้าคะ น่าทึ่งตรงกระดาษมันช่างเหนียวและทนทานดีจริง ทั้งที่แผ่นบางๆ แท้ๆโดนทั้งขัดถูทั้งน้ำหมึกแต่ก็ยังไม่ขาด



แบบสำเร็จก็ไอ่ที่แขวนอยู่เป็นแผงด้านหลังนั่นแล



ภาพวาดก็มี น่าทึ่งมาก วดโดยการแกะสลักบนหิน ต้องใช้เวลาและแรงงานแรงใจ บวกฝีมือขนาดไหนน้ออ



นี่ก็แกะสลักอีก เต็มไปหมด



เก๋มิ ป้ายบอกทาง สวยมากกกก

ที่ต่อมา 大雁塔 เจดีย์ของซีอาน และแหล่งขายของที่ระลึก ของฝากทั้งหลายแหล



ดอกไม้จัดซะสวย เป็นรูปหัวใจเลย



เจดีย์ที่ว่าเจ้าคะ







ของฝาก ของที่ระลึก เก๋ๆ น่าสนใจอยู่ แต่ไม่รู้จะแบกกลับไปทำอะไร ไม่มีปัญญาขนกลับไทยแถมที่บ้านก็รกจะแย่แล้ว



ขากลับแวะหิ้วแมกไปกินเป็นมื้อเย็นบนรถไฟ รถไฟรอบนี้ปาเข้าไปสิบแปดชม. บวกกับเลทไปอีกชม.ก็สิบเก้าได้เหนื่อยโฮกกก ตอนแรกตั้งใจจะนอนยาวๆ ตื่นสายๆ แต่ที่ไหนได้ ต้องตื่นมาซะเช้าตรู่ เพราะหนึ่งปวดฉี่กับสองเด็กในล็อคข้างๆ ส่งเสียงดังเจี๊ยวจ้าวตลอดเวลาและแต่เช้าตรู่ ทนฝืนพยายามจะนอนจนทนไม่ได้เลยตื่น โฮกกกกก กลับมาถึงนานกิงเอาตอนเกือบบ่ายโมงนั่งบัสกลับมาที่ม.แล้วเก็บข้าวของสะสางคราบไคลสะสมของซีอาน

ก่อนจะประเดิมปิดท้ายด้วยอาหารเกาหลี เหมือนเช่นก่อนไป ฮ่าฮ่า แย่แล้ว ติดกับอาหารเกาหลีเข้าไปเต็มๆ กลับไทยไปทำไงฟ่ะนี่ (แต่อาหารก็แอบอยากกินอยู่นา งึมๆ คิดถึงหลายเมนุเลย) กิมจิที่นี่อร่อยกว่าที่ไทยแยะ ถึงจะไม่เหมือนต้นตำรับซะทีเดียว แต่ก็เหมือนกว่าของไทยล่ะ อร่อยมากกก ยิ่งร้านที่เจ้าของเป็นเกาหลียิ่งอร่อย ไม่ว่าจะซุปกิมจิหม้อไฟ ฉับเช(ผัดวุ้นเส้น) จอนมยอน(เส้นชนิดนึงของเกาหลี เอามาคลุกกับซอสและผัก รสเปรี้ยวๆ หวานๆ)ผัดปลาหมึก หมูย่างโพซัม(หมูเป็นชิ้นๆ ที่นุ่มอร่อยมาๆ ขนาดคนไม่ชอบกินหมูชิ้นๆอย่างอิชั้นยังติดใจขนาดหนักเอาผักห่อกินเหมือนเมี่ยงอ่ะ) ฯลฯ เอิ้กกกกกกก พูดถึงก็อยากกินอีก (ระหว่างไปซีอาน โคดอยากกินอาหารเกาหลีเลย ให้ตาย)

แต่ม๊ายยยยยยยยยยยยยยยชั้นจะลดน้ำหนักกกกกกกกกกกกก กินหายอยากละ ทีนี้ก็ตั้งต้นละ ฮึ่มๆ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ว้าว..ได้เที่ยวหลายที่จัง น่าอิจฉาจังเลย
เขาแกะสลักบนหินกันเก่งจังนะ อืมชอบๆ

#1 By Evil eye on 2007-04-30 09:17

สมัยนั้นผู้หญิงยิ่งอ้วนยิ่งสวย ได้ยินว่าหยางกุ้ยเฟยตัวจริงหนัก 100 กว่าโลเลยครับ

รูปปั้นทหารที่นั่งคุกเข่าอยู่หากมองด้านข้างจะเหมือนกับแผนที่มลฑลส่านซีมากๆ ไม่ทราบว่าได้สังเกตุดูรึเปล่าครับ

#2 By คนเถื่อน on 2007-05-05 09:21

สวยมาก

#3 By (110.164.93.251) on 2009-10-11 14:33

ได้รับความรู้ ขอบคุณที่เอามาฝาก

#4 By (110.164.93.251) on 2009-10-11 14:33