[Travel]ตามรอยเส้นทางสายไหม
posted on 22 Jun 2009 21:02 by serene in Travel
11-17 มิย. ไปตามรอยเส้นทางสายไหมมา 7วัน 5 เมือง
"兰州 หลันโจว --> 嘉峪关 เจียยู่กวน --> 敦煌 ตุนฮวง --> 吐鲁番 ทูรูฟาน --> 乌鲁木齐 อูลูมูฉี"

จริงๆ แล้วเส้นทางสายไหมยาวกว่านั้น โดยเริ่มจากนครฉางอัน(ปัจจุบันคือซีอาน)ไปจนถึงยุโรป สิ้นสุดที่กรุงโรม เป็นเส้นทางแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างจีนกับตะวันตก แต่ตอนหลังเกิดสงคราม บวกกับเส้นทางน้ำสะดวกกว่า เลยถูกยกเลิกไป
ทริปนี้เจ็ดวัน ระยะเวลาน้อยไปหน่อย เลยยังไม่ได้ไปอีกหลายๆ ที่ แอบเสียดาย แต่เอาไว้โอกาสหน้าจะหาทางไปอีกให้ได้ ไปกันสี่คน มีแม่ แล้วก็เพื่อนอีกสองคน
เริ่มที่เมืองแรก "兰州 หลันโจว"
ออกเดินทางจากหังโจวโดยเครื่องบินมุ่งไปหลันโจว เมืองหลักของมณฑลกานสู เมืองนี้มีแม่น้ำฮวงโหไหลมาถึงกลางเมืองเลย ดูค่อนข้างเจริญ แต่สถานที่เที่ยวไม่ค่อยมีอะไรมาก ไปถึงคืนแรกก็ดึกละ เลยนอนที่หลันโจวก่อน วันต่อมาค่อยออกเที่ยว

เริ่มด้วย 黄河母亲雕像 หวงเหอหมู่ชิน (อนุสาวรีย์มารดาแม่น้ำเหลืองหรือหวงเหอ) ชาวจีนนับถือแม่น้ำเหลืองเป็นเสมือนมารดา จึงสร้างอนุสาวรีย์รูปแม่ลูกไว้ที่นี่

ไปนั่งแพหนังแพะล่องหวงเหอด้วย ลุงแกเล่าให้ฟังว่าเขาจะถลกหนังแพออกมา ถอนขนออก เอาไปตากแดด ฟอกหนัง บลาบลา จนเหนียวและไม่รั่วน้ำ จากนั้นเป่าลมเข้าไปแล้วเอามาผูกกับแพไม้ไผ่ เห็นว่ารับนน.ได้เป็นตันเลย -O- ไม่รู้จริงรึเปล่า เหอๆ

中山桥 จงซานเฉียว นับเป็นสะพานแรกสุดที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำเหลือง (ในรูปไกลไปนิด ถ่ายจากมุมสูง)

白塔山 ไป๋ถ่าซาน เจดีย์ซึ่งเป็นที่ฝังศพพระลามะจากทิเบตที่เดินทางมาร่วมประชุมกับเจ็งกิสข่าน(สมัยหยวน) แต่กลับล้มป่วยเสียชีวิตที่หลันโจวเสียก่อน เจ็งกิสข่านจึงสร้างเจดีย์ไว้เป็นที่ระลึก
แต่ที่ประทับใจหลันโจวที่สุดคือ ตลาดนัดกลางคืน ของกินอู้ฟู่มาก ขายของกินทั้งถนนเลย แต่เมืองแถบๆ นี้จะเป็นมุสลิมซะแยะ เมือง คน หรือของกินเลยออกแนวๆ แขก



เนื้อแพะแถบนี้ขึ้นชื่อมาก ฟังว่าอร่อย แต่ไม่กล้ากินอ่ะ เพราะกินทีไรก็รู้สึกเหม็นสาบ เลยไม่กล้าลอง

ร้านขายมันฝรั่งทอด มีแบบสไลด์แผ่นบางๆ แบบเส้นฝอยๆ แบบเป็นแท่งๆ เขาจะคลุกพริก เกลือ เครื่องปรุงรสของเขา ลองซื้อไอ่เส้นฝอยๆ ส้มๆ มาลองกินดู ทอดได้กรอบมาก รสชาติเหมือนปาปริก้าของไทยเลย อร่อยดี กินลืมอ้วนเลย (ฮา)


เจ้านี้ก็อร่อยมากๆๆ เอานมมาต้มกับข้าวหมัก ใส่ไข่ งา รสชาติประมาณบัวลอยไข่หวานผสมข้าวหมัก อร่อยมาก คอนเฟิร์มอีกรอบ ฮ่าฮ่า
พอตกดึกก็นั่งรถไฟไปอีกเมือง นอนบนรถไฟคืนนึง
เมืองที่สอง "嘉峪关 เจียยู่กวน"

ไปชมด่านเจี่ยยู่กวน เป็นป้อมปราการใหญ่ที่อยู่สูงถึง 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ.1372 สร้างแล้วเสร็จภายหลังสถาปนาราชวงศ์หมิง

ด้านในเป็นลานฝึกซ้อมอาวุธ ตอนที่ไปมีโชว์ทหารฝึกซ้อมอาวุธด้วย
มีให้ลองยิงธนูด้วย ก็เลยแอบไปลองเสียหน่อย ง้างถ่ายรูปจนไหล่ล้าไปหมด ฮา (ง้างยิงไม่เมื่อย แต่กว่าจะถ่ายได้มุมก็แทบแย่ ฮ่าฮ่า)


ด้านในกำแพง พอมองออกไปไกลๆ จะเห็นภูเขาหิมะ

มองออกไปนอกป้อม มีซากกำแพงเก่า
จริงๆ เมืองนี้ยังมีซากกำแพงเมืองจีน "เสียนปี้ฉางเฉิง" ซึ่งนับเป็นกำแพงสุดขอบทางฝั่งตต.ที่สร้างขึ้นตามยอดภูเขาสูงชัน เห็นรูปจากในโปสการ์ด อยู่ตรงร่องเขา สวยดี แต่ไม่ไ้ด้แวะไปเน้ ไกลอ่ะ เดี๋ยวไปตุนฮวงไม่ทัน
ช่วงบ่ายๆ ก็ขับรถไปตุนฮวง ไปนอนที่นั่น ระหว่างทางขับไป สองข้างทางเป็นทะเลทราย แต่ไม่วายแวะตลอดทางถ่ายรูปเล่นกัน ฮา
เมืองที่สาม "敦煌 ตุนฮวง" ไฮไลท์ของทริปนี้




เริ่มต้นด้วย 鸣沙山 หมิงซาซาน เทือกเขาทะเลทรายที่มีความยาว 40 กิโลเมตร สูงประมาณ 250 เมตร ทรายมีสีสันต่างกัน 5 สี คือ สีแดง เหลือง เขียว ขาว ดำ (แต่ไม่ได้สังเกตแหะว่าห้าสีจริงรึเปล่า?) อยู่เลยออกนอกตัวเมืองตุนฮวงไปนิดเดียวเท่านั้น ประมาณด้านหน้าเป็นภูเขาทะเลทราย หันกลับไปยังเห็นตัวเมือง โอ้ ไม่อยากคิดถึงตอนเจอพายุทรายพัดเข้าเมือง เอิ้กก
ที่นี่มีให้ันักท่องเที่ยวขี่อูฐไปเที่ยวชมทะเลทราย และทะเลสาปพระจันทร์เสี้ยว (จริงๆ ควรนับเป็นโอเอซิสรึเปล่าน้อ?

(พี่อูฐที่ขี่หน้าตาน่ารักมะ? ตางามมาก อิอิ)



อูฐแต่ละตัวแก่มาก จนหนอกพับ ไม่ก็ขนร่วงไปหมดละ สงสารก็สงสารอยู่ แต่นึกภาพตัวเองเดินลุยทรายไปเที่ยวชม คาดว่าหมดวันก็ยังไปไม่ถึงไหน บวกกับอยากลองขี่อูฐสักครั้งในชีวิต ก็เลยเอาวะ ลองสักหน่อย ตอนอูฐลุกขึ้นหมอบลงงี้แอบหวาดเสียวพิลึก เล่นทิ้งตัวพับขาคุกเข่าลงโครมเลย ส่วนตอนเดินก็โขยกเขยกนิดๆ สนุกดี แต่ถ้าให้ใช้ชีวิตบนหลังอูฐ เดินทางนานๆ แบบพวกทะเลทรายก็คงไม่ไหวจริงๆ ขนาดนั่งไปนานๆ ยังรู้สึกเมื่อยเลย





ปีนเนินทราย(แต่มันสูงยังกะภูเขาย่อมๆ เลย)ขึ้นไปลื่นทรายเล่น ขึ้นไปด้านบนแล้วมองเห็นสันทรายเป็นคลื่นเลย สวยมากกกก เลยไปแอ็คถ่ายรูปกันเป็นชาติ จากคนแยะๆ จนคนหายหมด ก็ยังไม่เลิกถ่าย ฮา ไอ่ที่ลื่นลงมาเป็นรางไม้ไผ่ ตอนไหลลงดันอ้าปากหัวเราะพอดี ผลก็ทรายเต็มปาก --"-- แต่ก็สนุกดี

รูปรวมอันแสนหายาก (ฮา) ใส่หมวกพันหน้าสวมแว่น กลัวดำสุดฤทธิ์ ร้อนมากอยู่ แต่ดียังมีลมพัดเลยพอไหว

มีอูฐให้นักท่องเที่ยวขี่เป็นร้อยเลย นี่ก็มาพักรอนักท่องเที่ยวไปลื่นทรายกันเป็นขบวนใหญ่

ร้อนแค่ไหนก็สู้ตาย
แต่..ขอเวลาโบกครีมกันแดด ใส่แว่น ใส่หมวก ผ้าพันหน้าก่อนนะ ฮา
หมดจากลื่นทรายก็ขี่อูฐไปต่อที่ทะเลสาปพระจันทร์เสี้ยว

ขี้เกียจปีนเนินทรายขึ้นไปถ่ายรูปจากมุมบน เลยได้มุมเฉียงๆ พอเห็นเป็นเสี้ยวพระจันทร์ไหมฮึ?

ถ่ายกับแม่ แม่กลัวดำกลัวฝ้ามาก พันซะมิดชิดเลย ฮา
หมดจากนี่ก็ไปไฮไลท์คือ 莫高窟 โม่เกาคู (ถ้ำโม่เกา) หรืออีกชื่อว่า 千佛洞 เชียนฝอต้ง (ถ้ำพระพันองค์)



ถ้ำโม่เกานับเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1987 ภูเขาถูกเจาะเป็นร้อยๆ ถ้ำ ทะยอยขุดเจาะมาหลายยุคหลายสมัย เลยมีศิลปะที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัย ในนั้นมีเจาะเป็นถ้ำ 5 ชั้น มีภาพเขียนและรูปปั้น 492 ถ้ำ มีภาพเขียนฝาผนังซึ่งถ้าเอามาเรียงต่อกันจะยาวประมาณ 50,000 ตารางเมตร รูปปั้น 2,415 องค์ จิตรกรรมและรูปปั้นด้านในถ้ำจะเกี่ยวกับพุทธศาสนา เพราะเส้นทางสายไหมนี้เป็นเส้นทางเผยแพร่พุทธศาสนาเข้าสู่จีน เลยได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก
ระหว่างเดินจะมีไกด์พิเศษพาชมและอธิบายให้ฟัง เดินเรื่อยเปื่อยชมเองไม่ได้เด็ดขาด ทุกถ้ำจะมีกุญแจล็อคไว้ และจะเปิดให้ชมแค่บางถ้ำเท่านั้น (ยกเว้นแขกวีไอพีเค่อะ โฮก อยากเป็นแขกวีไอพีชะมัด จะได้ดูทุกถ้ำ)
เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพด้านใน เพราะกลัวภาพฝาผนัง สีรูปปั้นเอย อะไรเอยจะกระเทาะหรือเสียหายได้ ดังนั้นเลยได้มาแต่ภาพด้านนอก และตัวอาคาร 9 ชั้น (อีก 2 ชั้นต้องมองจากมุมไกลๆ หรือมุมบนถึงจะเห็น เพราะถูกสร้างเหลื่อมเข้าไป เลยมองจากด้านล่างไม่เห็น) ซึ่งด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุด(ในนั้น)สูงถึง 35.5 ม.
คาดว่าบางคนอาจเคยได้ยินเรื่อง "ตุนฮวงศึกษา" นอกจากได้เป็นมรดกโลกแล้ว ยังเป็นที่สนใจศึกษาเป็นพิเศษ ถึงขั้นเปิดเป็นสาขาเฉพาะเลยทีเดียว แต่ถ้าอยากศึกษาพวกวัตถุโบราณ คงต้องไปแถบยุโรปอย่างฝรั่งเศส อังกฤษ ฯลฯ เพราะก่อนที่จีนจะตระหนักถึงความสำคัญของตุนฮวง พวกวัตถุโบราณเอย รูปปั้นเอย ถูกพวกฝรั่งขนไปเสียแยะ ที่เหลือๆ อยู่กับจีนมีเพียงส่วนน้อย แต่พวกจิตรกรรมฝาผนังกับรูปปั้น(บางส่วน) ก็ยังหลงเหลืออยู่ในถ้ำอีกมาก และสวยมากจริงๆ
จากนั้นก็ดิ่งไปขึ้นรถไฟ นอนอีกคืน มุ่งตรงไปทูรูฟาน ซึ่งเป็นเมืองในมณฑลซินเกียงแล้้ว ทริปนี้เดินทางข้ามมณฑลกันเลยทีเดียว
เมืองที่สี่ "吐鲁番 ทูรูฟาน"


ตอนเช้าลงจากรถไฟปุ๊บ หาข้าวเช้ากินแล้วก็ดิ่งไป 火焰山 ฮั่วเยี่ยนซาน (ภูเขาเปลวไฟ) ในไซอิ๋วมีูพูดถึงว่่าเป็นภูเขาที่มีเปลวเพลิงลุกไหม้ที่พระถังซำจั๋งต้องเดินทางผ่านเพื่อไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ชมพูทวีป แต่เดินทางต่อไม่ได้เพราะเปลวไฟลุกโหมจัด เห้งเจียจำต้องไปขโมยพัดกายสิทธิ์ขององค์หญิงพัดเหล็กมาพัดไฟให้ดับเสียก่อน
จริงๆ ภูเขานี้ไม่ได้มีเปลวเพลิงลุกไหม้บนยอดเขา เพียงแต่เป็นภูเขาหินสีอิฐแดง และมีริ้วๆ คล้ายเปลวเพลิง รวมถึงเมื่ออากาศยิ่งร้อนจัด ตัวภูเขาจะยิ่งเห็นสีแดงชัดมากขึ้นนั่นเอง แต่ไปตอนเช้าเลยเห็นสีไม่ชัดเท่าไหร่ เหอๆ

แอบเห็นอูฐอยู่แถวๆ นั้นตัวนึง สวยดี
จากนั้นก็แวะไปไร่องุ่น 葡萄沟



องุ่นที่ถูหลูฟานขึ้นชื่อมากว่าหวานจัด อร่อย แต่ไม่ได้ชิมง่ะ เพราะยังไม่ถึงหน้าของมัน องุ่นยังไม่โตเต็มที่ รสยังฝาดอยู่ ไปลองน้ำองุ่นแล้วหวานปะแล่มๆ แล้วก็ฝาดอย่างแรง เลยได้แต่องุ่นแห้ง (ลูกเกด) มากินเล่นเฉยๆ เหอๆ



ไปนั่งคุยกะเจ้าของไร่องุ่น ฮาดี มีโชว์เต้นรำของชาวเวยหวู่เอ๋อร์ให้ดูด้วย แล้วยังได้ลองใส่หมวกชาวเวยหวู่เอ๋อร์ด้วย ขำๆ ดี
จากนั้นก็ไป 交河故城 เจียวเหอกู่เฉิง



เป็นซากเมืองโบราณ ที่มีอายุเก่าแก่ประมาณ 2,300 ปี เคยเป็นเมืองหลวงในยุคอาณาจักร CHESHI ถูกทำลายโดยสงคราม ไปช่วงหลังเที่ยง แดดร้อนมากกกกก แถบละลายคาพื้นกันเลยทีเดียว
ออกจากเจียวเหอกู่เฉิงก็ไป 坎儿井 คานเอ๋อร์จิ่ง ระบบชลประทานใต้ดินของทูรูฟาน ซึ่งมีการต่อท่อเพื่อนำน้ำที่ละลายจากน้ำแข็งบนภูเขาสูงลงมายังที่ราบ โดยการขุดท่อใต้ดินเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำในฤดูร้อน (ไม่ได้ถ่ายรูปเพราะไม่ค่อยมีไรเน้)
ต่อจากนั้นก็ไป 维吾尔古村 เวยหวู่เอ๋อร์กู่ชุน (หมู่บ้านชาวเวยหวู่เอ๋อร์)




เป็นพิพิธภัณฑ์จำลองบ้าน สภาพความเป็นอยู่ ชีวิตของชาวเวยหวู่เอ๋อร์ ทำออกมาดีใช้ไ้ด้เลยทีเดียว
จากนั้นก็นั่งรถต่อไปที่เมืองอูลูมูฉี
เมืองสุดท้าย "乌鲁木齐 อูลูมูฉี"


ใกล้จะถึงเมืองอูลูมูฉีก็เห็นทุ่งปศุสัตว์ ลืมตาตื่นมา(ระหว่างทางหลับ ฮา)เห็นทุ่งหญ้าเขียวขจี มีวัวมากินหญ้าเป็นฝูงใหญ่ ไกลออกไปมีภูเขาหิมะเป็นแบคกาวน์แล้วสวยมากกกก ถ่ายมาไม่ได้ครึ่งของของจริง เสียดาย


กังหันลมแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้า ที่ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย เรียงรายเป็นร้อยตัว สีขาวตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าสด สวยดี
ไปถึงอูลูมูฉีก็เย็นละ บวกกับเหนื่อยมาก เพราะอากาศที่ทูรูฟานร้อนจัด เลยเพลีย น็อคกันหมด
วันต่อมาไป 天山天池 ภูเขาเทียนซานและทะเลสาปเทียนฉื่อ

เทียนซานเรียกเป็นอุทยานเลยดีกว่า มีทะเลสาป น้ำตก บลาบลา ทุกอย่าง พอมาถึงก็นั่งกระเช้าขึ้นไปชมทะเลสาปกันก่อนเลย จากบนกระเช้ามองลงไปสวยมาก ธรรมชาติสุดๆ



เทียนฉื่อถือเป็นอีกพ้อยด์ของทริปนี้เลยทีเดียว สวยมากกกกกก อากาศเย็นๆ น้ำสีเขียวมรกต มองไปไกลๆ เป็นภูเขาหิมะ สุดๆ (เหมือนเคยได้ยินว่าที่น้ำเขียวจัดๆ นี่เป็นน้ำที่มาจากหิมะละลาย คาดว่าที่นี่คงจริงแหะ หน้าหนาวแถวๆ คงเต็มไปด้วยหิมะแหงๆ อากาศหน้าร้อนขนาดนี้ที่นี่ยังหนาว เมื่อวานเจอแดดร้อนแทบสลบที่ทูรูฟาน วันนี้มาเจอหนาวที่นี่ ไม่ป่วยงานนี้ จะป่วยงานไหน)

ดูสีน้ำสิ เขียวได้อีกกกกกก ไปนั่งเรือชมทะเลสาปด้วย
ขึ้นไปกินข้าวที่กระโจมมองโกล อืม..มีเรื่องให้เจ็บใจและเจ็บแสบได้อีก แต่ขี้เกียจเล่ามันยาวว


ตกบ่ายหมอกลง ภูเขาหิมะด้านหลังเลือนหายไปในม่านหมอก เหมือนภูเขาไล่สี สวยไปอีกแบบ
น้ำตกใหญ่ที่แวะไปดู นี่ถ่ายไกลๆ นะ ใกล้ๆ เป็นโดนซัดเปียก


ระหว่างทางเดินมีดอก..(อะไรหว่า? อยู่ๆ ก็ลืมชื่อ งื่อ..ที่เป่าแล้วเกสรจะปลิวไปตามลมอ่ะ) ดอกหญ้าข้างทางก็สวยยยย
ไปตั้งแต่เช้า กว่าจะถ่อลงจากเขาได้ก็เย็น ฮ่าฮ่า เล่นเอาคนขับรถรอจนหลับไปหลายตื่น ลงจากเข้าก็ต่อด้วย 国际大巴扎 ต้าปาจา (ตลาดบาซาร์)




เมืองนี้ออกไปทางแขกมากๆ ของที่ขายก็แขกๆ



ตามเคย แวะตลาด ลองของกินพื้นบ้าน ขำๆ ไอ่แก้วใส่น้ำเหลืองๆ รูปล่างสุดนั่น เรียกอะไรก็ลืมละ แต่รสเหมือนข้าวแช่อ่ะ คาดว่าเป็นเหล้าหมักพื้นบ้าน แต่มีแอลกอฮอล์ไหมแค่ไหนไม่รู้ อร่อยดี (ส่วนรูปกลาง น้ำไม่เหมือนกันมั้ง อันนั้นดูคล้ายน้ำเก็กฮวย แต่ไม่ได้ลองชิมเลยไม่คอนเฟิร์มเค่อะ)
วันต่อมาก็ออกมาเดินๆ เล่นแถวตลาดบาซาร์นี่ พอบ่ายก็ไปสนามบิน บินกลับหังโจว
วู้..หมดทริปแล้ววววววว เหนื่อยแต่ก็สนุกดีแหะ
ปล. 21 มิย.รับปริญญาละ (แต่ใบปริญญากับเซอทิฟิเคทยังไม่ได้ รอต่อไป งึม..) ไว้เอนทรี่หน้าจะมาอัพละกัน เอิ้กก







